ออร์แกไนเซอร์ไทยในสมรภูมิ 2569: ระหว่างทุนต่างชาติ ต้นทุนพุ่ง และโอกาสจาก MICE City ใหม่
สมรภูมิที่ไม่มีใครอยากอยู่คนเดียว
อุตสาหกรรมอีเวนต์ไทยในปี 2569 ถูกอธิบายว่าเป็น “ปีแห่งการประคองตัว” ด้วยเหตุผลที่ชัดเจน: นโยบายรัฐยังไม่ชัดเจนหลังการเลือกตั้ง งบประมาณภาครัฐชะลอตัว และภาคเอกชนอยู่ในภาวะ Wait and See นายมงคล ศีลธรรมพิทักษ์ จาก CMO เปรียบเทียบอย่างตรงไปตรงมาว่า “อุตสาหกรรมอีเวนต์เป็นปลายน้ำของเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจดี งานจะเกิดขึ้นเอง แต่ถ้าเศรษฐกิจชะลอ งบอีเวนต์จะถูกทบทวนเป็นลำดับแรก”
ในแง่ตัวเลข ตลาดอีเวนต์ไทย (ไม่รวมคอนเสิร์ตเชิงพาณิชย์) มีมูลค่าประมาณ 18,000 ล้านบาทต่อปี แต่โครงสร้างการแข่งขันเปลี่ยนไปอย่างมาก ผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวนมาก ขณะที่ ต้นทุนค่าแรงเฉพาะทาง เทคโนโลยี ระบบความปลอดภัย และมาตรฐาน ESG เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปัญหาแรงงานสร้างสรรค์ที่ขาดแคลน
หนึ่งในความท้าทายที่ผู้ประกอบการพูดถึงมากที่สุดคือ การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะด้านสร้างสรรค์ โดยเฉพาะเมื่อความต้องการงานระดับสูงเพิ่มขึ้น ทั้งงานที่ต้องใช้เทคโนโลยี Immersive การออกแบบประสบการณ์ และการจัดการระบบวิศวกรรมที่ซับซ้อน ปัญหานี้ทำให้ผู้เล่นรายใหญ่ที่มีทีมงานมืออาชีพหลายทีมได้เปรียบอย่างชัดเจน
CMO มีทีมงานกว่า 10 ทีม แบ่งตามความเชี่ยวชาญ ตั้งแต่การสร้างสรรค์ศูนย์การเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์ งานเช่าอุปกรณ์แสงเสียงภายใต้ PM Center ไปจนถึงงานซอฟต์แวร์มัลติมีเดียและ Immersive จาก Spirit X โครงสร้างนี้ทำให้บริษัทสามารถบริหารงานกว่า 400 งานต่อปี และกระจายความเสี่ยงผ่านความหลากหลายของโปรเจ็กต์
MICE City ใหม่: โอกาสกระจายตัวสู่ภูมิภาค
แม้ตลาดในกรุงเทพฯ จะแข่งขันดุเดือด แต่การขยายเครือข่าย MICE City ของ TCEB ในปี 2569 ได้เปิดโอกาสใหม่ให้ออร์แกไนเซอร์สามารถขยายงานสู่ภูมิภาค โดยมี หัวหิน-ชะอำ เป็นเมืองแรกในภาคกลางที่ได้รับการรับรอง พร้อมอีก 5 เมืองใหม่ ได้แก่ เชียงราย อุบลราชธานี ระยอง กระบี่ และนครศรีธรรมราช ทำให้เครือข่ายรวมเป็น 16 เมือง ทั่วประเทศ
การที่หัวหิน-ชะอำเปิดตัวภายใต้แนวคิด “5 Senses. One Destination.” สะท้อนว่าการแข่งขันไม่ได้อยู่แค่การมีสถานที่จัดงาน หากอยู่ที่ ความสามารถในการสร้างประสบการณ์ที่ผสานวัฒนธรรม ชุมชน และไลฟ์สไตล์ เข้ากับการประชุมอย่างกลมกลืน
โอกาสของออร์แกไนเซอร์ไทยในสมรภูมินี้
สำหรับออร์แกไนเซอร์ไทย การอยู่รอดในปี 2569 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาอีกต่อไป หากอยู่ที่ ความสามารถในการสร้างระบบนิเวศของบริการ ที่ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบประสบการณ์ การจัดการเทคโนโลยี ไปจนถึงการปฏิบัติตามมาตรฐานความยั่งยืน ผู้ที่สามารถทำได้จะไม่เพียงอยู่รอด แต่จะกลายเป็นพันธมิตรที่ตลาดระดับโลกต้องการ





