ตัวเลขที่บอกว่า “ไม่ทำ” แพงกว่า “ทำ”
รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยในเวทีสัมมนาระดับชาติการดื้อยาต้านจุลชีพ ครั้งที่ 5 (มิถุนายน 2026) ว่าเชื้อดื้อยาเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยมากกว่า 38,000 รายต่อปี และก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี ตัวเลขนี้ไม่รวมต้นทุนทางอ้อม เช่น การสูญเสียผลิตภาพแรงงาน การดูแลผู้ป่วยระยะยาว และผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขย้ำชัดเจนว่าการป้องกันและควบคุมปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ใช่ภาระต้นทุน แต่คือการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ หากไม่เร่งดำเนินการจะส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชน ระบบสาธารณสุข ความมั่นคงทางอาหาร และเศรษฐกิจในระยะยาว
ความก้าวหน้าที่มีอยู่จริง: ลดใช้ยาได้ 19.5%
แม้ภาพรวมจะน่ากังวล แต่ประเทศไทยมีความก้าวหน้าที่วัดผลได้ ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถลดการใช้ยาต้านจุลชีพในมนุษย์ได้ 19.5% และลดการติดเชื้อดื้อยาในกระแสเลือดได้ 11% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้พิสูจน์ว่ามาตรการที่ทำอยู่ได้ผล แต่ต้องเร่งขยายและทำให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ไม่ใช่แค่โรงพยาบาลขนาดใหญ่
แผนปฏิบัติการฉบับที่ 2 กับเป้าหมายลดตาย 10%
ประเทศไทยร่วมรับรองปฏิญญาทางการเมืองในเวทีสหประชาชาติเมื่อกันยายน 2567 และตั้งเป้าหมายลดอัตราการตายจากเชื้อดื้อยาลงร้อยละ 10 ภายในปี 2573 ซึ่งสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ ฉบับที่ 2 แต่เป้าหมายนี้จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีการลงทุนในระบบเฝ้าระวัง กำลังคน มาตรการควบคุมการติดเชื้อ และการสื่อสารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
การเลือกจึงไม่ใช่ระหว่าง “ลงทุน” กับ “ไม่ลงทุน” แต่เป็นระหว่าง “ลงทุนตอนนี้ในราคาที่ควบคุมได้” กับ “จ่ายแพงกว่ามากในอนาคตเมื่อเชื้อดื้อยาควบคุมไม่ได้”





