ตัวเลขที่ต้องอ่านให้ลึกกว่าตัวเลข
ข้อมูลจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ระบุว่าประเทศไทยมีสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรอง JCI จำนวน 65 แห่ง มากที่สุดในอาเซียน แบ่งเป็นโรงพยาบาล 47 แห่ง และคลินิก 14 แห่ง นอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาลที่ผ่านการรับรอง GHA 27 แห่ง, AACI 114 แห่ง และ HA 381 แห่ง
แต่ตัวเลข 65 แห่งนี้ควรอ่านควบคู่กับบริบท เพราะประเทศไทยมีโรงพยาบาลรัฐกว่า 1,110 แห่ง และโรงพยาบาลเอกชน 440 แห่ง นั่นหมายความว่าโรงพยาบาลส่วนใหญ่ของไทยยังไม่ได้อยู่ในระบบการรับรองระดับสากล แม้จะมีมาตรฐาน HA ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับชาติที่ได้รับการรับรองจาก ISQua EEA แล้วก็ตาม
จำนวนเฉพาะทาง vs จำนวนเตียง: สิ่งที่ตัวเลข JCI ไม่ได้บอก
JCI เป็นการรับรองระดับองค์กร แต่ในบางกรณี โรงพยาบาลอาจได้รับการรับรองเฉพาะโรค (Clinical Care Program Certification – CCPC) เช่น กรณีของโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพที่ได้รับ CCPC สำหรับ Acute Myocardial Infarction และ Heart Failure ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2008
โรงพยาบาลเวชธานี (Vejthani Hospital) ได้รับ CCPC สำหรับ knee replacement, hip replacement, lumbar surgery และ infertility พร้อมให้บริการล่ามกว่า 20 ภาษาสำหรับผู้ป่วยจากกว่า 100 ประเทศ ขณะที่ Bumrungrad มีการรับรองทั้ง JCI, GHA with Excellence, CAP laboratory accreditation, DNV GL MIR Certification และ ISO 9001:2015
กรณีศึกษา: ราชวิถี กับความหมายของการติดอันดับโลก
ในรายงาน Newsweek World’s Best Hospitals 2026 โรงพยาบาลราชวิถีเป็นโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขแห่งเดียวที่ติดอันดับโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในประเทศไทย การที่โรงพยาบาลรัฐสามารถแข่งขันกับโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ได้ สะท้อนว่าคุณภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับงบประมาณหรือความหรูหรา แต่ขึ้นอยู่กับระบบการจัดการและความมุ่งมั่นของบุคลากร
สิ่งที่ผู้ป่วยควรถามก่อนเลือกโรงพยาบาล
- การรับรองยังมีผลอยู่หรือไม่ – JCI ต้องต่ออายุทุก 3 ปี ควรตรวจสอบวันหมดอายุ
- การรับรองครอบคลุมอะไร – บางแห่งรับรองทั้งองค์กร บางแห่งรับรองเฉพาะโรค
- มีตัวชี้วัดผลลัพธ์หรือไม่ – โรงพยาบาลที่ใช้ PROMs จะให้ข้อมูลที่โปร่งใสกว่า
- มีทีมล่ามและบริการผู้ป่วยต่างชาติหรือไม่ – สำคัญสำหรับผู้ป่วยที่ไม่พูดภาษาไทย
ภาพรวมที่ควรจับตา
ประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านจำนวนโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองระดับสากลมากที่สุดในอาเซียน และระบบสุขภาพโดยรวมอยู่ในอันดับ 8 ของโลกจาก Numbeo 2026 แต่ความท้าทายต่อไปคือการทำให้คุณภาพกระจายไปยังโรงพยาบาลในพื้นที่ห่างไกล และทำให้ “การรับรอง” ไม่ใช่แค่เป้าหมายของโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่เท่านั้น





